
เกลือสมุทร
ซึ่งมีการผลิตมากในแถบจังหวัดชายทะเลฝั่งอ่าวไทย เช่น สมุทรสงคราม สมุทรปราการ ชลบุรี เพชรบุรี ถูกนำมาใช้ทั้งในการบริโภค และอุตสาหกรรม เช่น โรงงานผลิตคลอรีน โรงงานผลิตโซดาไฟและโซเดียมคาร์บอเนต เพื่อใช้ในอุตสาหกรรมแก้ว ใยสังเคราะห์ สบู่ ผงซักฟอก โรงงานทำกระจก-กระเบื้องเคลือบ แต่เมื่อมีการค้นพบเกลือสินเธาว์ ซึ่งอยู่ใต้ดินในแถบอีสานในปริมาณมาก เกลือสมุทรก็คลายความสำคัญลง
"ในแง่อุตสาหกรรม เกลือสมุทรมีความบริสุทธิ์สู้เกลือสินเธาว์ไม่ได้ เนื่องจากมีแร่ธาตุและสารปนเปื้อนอยู่หลายชนิด โรงงานต่าง ๆ จึงหันมาใช้เกลือสินเธาว์กันหมด ไม่ว่าราคาจะถูกหรือแพงก็ตาม"
กระบวนการผลิตเกลือทะเลทั้งสองชนิดนี้ แตกต่างกันตรงที่ เกลือสมุทรได้จากการสูบน้ำทะเลเข้ามาขังไว้ในที่นา ตากแดดและลมจนน้ำระเหยไป เหลือเป็นผลึกเกลือสีขาว
การทำนาเกลือ
การทำนาเกลือโดยทั่วไป
การเตรียมพื้นที่ทำเกลือ พอฝนท้ายฤดูจะผ่านไปในราวกลางเดือนตุลาคม ของทุกๆปี ชาวนาเกลือจะเริ่มปิดกั้นน้ำฝนที่ขังอยู่ในนาเพื่อไว้ใช้ขุดรอกร่องนาและเสริมคันดินใหม่เพื่อให้คันดินสูงขึ้นสำหรับใส่น้ำเกลือในปีต่อไป การทำคันดินเพื่อขังน้ำไว้ทำเกลือนี้ ชาวนาเกลือจะใช้เครื่องมือชนิดหนึ่งเรียกว่า "รั่ว" ทำด้วยไม้ซึ่งชาวนาเกลือส่วนมากทำใช้กันเอง รั่ว มีลักษณะคล้ายคันไถ ใบรั่วมีส่วนกว้างประมาณ 10-12 นิ้วยาว 20-25 นิ้ว มีด้ามถือเหมือนรูปคันไถ ด้ามใช้ไม้กลมๆ ผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 นิ้ว ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ใบรั่วตัดแบบหน้ากระดานปาดเป็นคมมีดสำหรับขุดดินแบบไถนาแต่พอบางๆ แล้วช้อนเอาดินขึ้นมาทำคันนา การขุดดินทำคันนานี้ ชาวนาเกลือเรียกว่า "เจื่อนนา" เจื่อนจากนาปลงไปจนถึงนาตากน้ำคันดินที่ชาวนาใช้รั่วขุดดินทำคันนี้จะเป็นระเบียบเรียบร้อยไม่ตะปุ่มตะป่ำเหมือนใช้พลั่วเหล็กขุดคันนา เพราะใบรั่วที่ชาวนาสร้างขึ้นเองจะตกแต่งคันนาได้ดียิ่ง หมาะแก่การทำคันดินนาเกลือโดยแท้
ในระยะที่ชาวนาเตรียมทำพื้นที่นาเกลือนี้ ก็จะทำการขุดรอกรางส่งน้ำจากนาเกลือถึงชายทะเลด้วย เพื่อเอาน้ำทะเลมาใช้ทำเกลือ ลำรางส่งน้ำจากชายทะเลถคงนาเกลือมีระยะทางยาวประมาณ 4กิโลเมตร ชาวนาเกลือต้องจ้างกรรมการที่รับจ้างขุดลอกลำรางเป็นเงินประมาณ 2,000 บาท ซึ่งต้องจ้างขุดลอกทุกๆ ปี การเตรียมพื้นที่ทำเกลือและขุดลอกลำรางส่งน้ำกว่าจะแล้วเสร็จต้องใช้เวลาประมาณ 30 วัน และเมื่อเตรียมพื้นที่ทำเกลือขุดลอกลำรางส่งน้ำแล้วในราวกลางเดือนพฤศจิกายน ชาวนาเกลือก็จะทำการติดตั้งอุปกรณ์ในการทำเกลือ เช่น ระหัดวิดน้ำ พัดลม เครื่องยนต์วิดน้ำ และอุปกรณ์อื่นๆ อีก
เมื่อติดตั้งอุปกรณ์สำหรับทำเกลือแล้ว ชาวนาก็เริ่มวิดน้ำจากรางส่งน้ำขึ้นวังเป็นอันดับแรก เมื่อวิดน้ำเข้าวังได้เต็มวังแล้วก็ไขน้ำจากวังเข้านาประเทียบ (นาตากน้ำ) จากนาประเทียบไขเข้านารองเชื้อจากนารองเชื้อไขเข้านาเชื้อ จากนาเชื้อไขเข้านาปลง การไขน้ำเข้าแช่นาทุกๆ ไร่นี้ชาวนาเกลือเรียกว่า "ลาดนา" เมื่อลาดนาทุกๆไรแล้ว ในระยะนี้ชาวนาจะได้พักผ่อนประมาณ 10-15 วัน ถึงแม้จะออกนาบ้างก็เพียงแต่คอยดูระหัดวิดน้ำด้วยพัดลมล้าง ด้วยเครื่องยนต์บ้าง ซึ่งต้องวิดน้ำขึ้นวังอยู่เรื่อยๆ และคอยเติมน้ำที่ลาดนาไว้ให้ได้ระดับอยู่เสมอเพื่อไว้ใช้ในกาลต่อไป เมื่อลาดนาได้ประมาณ 15 วันแล้ว ชาวนาก็จะเริ่มไขน้ำออก ชาวนาเกลือเรียกว่า "ถอดนา" การถอนนานี้ชาวนาจะต้องถอดนาเชื้อก่อนแล้วปล่อยทิ้งตากแดดไว้ประมาณ 3-4 วัน เมื่อท้องนาถูกแดดเผาพอเท้าเหยียบดิน ดินไม่คิดเท้าแล้วก็เอาลูกกลิ้งมากลิ้งนาที่ถอดไว้แล้วนั้นจนทั่วนา 2 ครั้ง ชาวนาเกลือเรียกว่า "หลบ" 2 ครั้งก็คือ 2 หลบ แล้วเอาน้ำจากนาปลงไร่ที่ 1 ใส่แช่ แล้วก็กลิ้งไร่ที่ 1 สองหลบเช่นเดียวกัน ไขน้ำไร่ที่ 2 ใส่แช่ กลิ้งไร่ที่ 3 ใส่ กลิ้งไร่ที่ 3 ไขน้ำไร่ที่ 4 ใส่ กลิ้งไร่ที่ 4 ไขน้ำไร่ที่ 5 ใส่ กลิ้งไร่ที่ 5 ไขน้ำไร่ที่ 6 ใส่ กลิ้งไร่ที่ 6 เอาน้ำไร่ที่ 1 มาใส่อีกทำอยู่เช่นนี้ประมาณ 3 รอบ นาเชื้อไร่ที่ 6 ที่กลิ้งก่อนก็จะเริ่มตกผลึกเป็นอันดับแรก นาไร่ที่ 6 นี้จึงได้ชื่อว่านาเชื้อเพราะเป็นเกลือขึ้นก่อนนาทั้งหลาย
เมื่อนาเชื้อไร่ที่ 6 ตกผลึกเป้นเกลือแล้วชาวนาเกลือก็จะกลิ้งไร่ที่ 1 เป็นรอบที่ 4 ในการกลิ้งรอที่ 4 นี้ชาวนาเกลือเรียกว่า "กลิ้งกวดท้อง" การกลิ้งกวดท้องนี้จะต้องกลิ้งประมาณ 10 หลบขึ้นไป และเมื่อเห็นว่าท้องนาแข็งได้ที่ตามความต้องการแล้วก็ไขน้ำออกจากไร่ที่ 2 ใส่ไร่ที่ 1 ชาวนาเกลือกเรียกว่า "ปลงนา" และไร่ที่ 2-3-4 ก็ทำเช่นเดียวกับไร่ที่ 1 ไปตามลำดับ วิธีทำอย่างนี้เป็นกรรมวิธีชนิดหนึ่งของการทำเกลือ ในระยะที่ปลงนาปล่อยให้เกลือตกผลึกอยู่นี้ ชาวนาก็จะคอยเติมน้ำเกลือจากนาเชื้อไม่ให้นาปลงแห้งน้ำได้ผลึก เกลือในนาปลงก็จะค่อยๆ เกาะตัวกันหนาขึ้นเรื่อยๆ เกาะตัวกันหนาขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา รอจนได้ระยะเวลาประมาณ 20 วันหรือกว่านั้น ชาวนาก็จะเก็บผลผลิตของผลึกเกลือ การเก็บผลึกเกลือนี้ชาวนาเรียกว่า "รื้อนา" กรรมวิธีของการเก็บผลึกเกลือหรือรื้อนาเอาผลึกเกลือเข้าเก็บในฉางหรือยุ้งเกลือนี้ จะใช้เครื่องมือซึ่งทำขึ้นเอง มี รั่วซอย ไม้รุนเกลือ ทับทา ลักษณะของรั่วซอยคล้ายกับรั่วขุดดินทำคันนาแต่เล็กกว่าลักษณะของไม้รุนเกลือใช้ไม้เนื้อแข็งชนิดหนึ่งกว้างประมาณ 6 นิ้ว หนาประมาณ 1 นิ้วเศษ ยาวประมาณ 50 ซม.เจาะรูตรงกลางใส่ด้ามถือ ด้ามจะเป็นไม้อะไรก็ได้ยาวประมาณ 1 เมตรเศษ ส่วนลักษณะของทับทารูปร่างคล้ายจอบพันดิน ต่างกับจอบที่ทับทาทำด้วยไม้ยางและไม้เนื้อแข็ง ส่วนกว้างประมาณ 12 นิ้ว หนา 1 นิ้ว ยาวประมาณ 85 ซม. เจาะรูตรงกลาง ใช้ไม้รวกลำงามๆ 3 เมตร เศษทำเป็นด้าม ทางเกลือตกผลึกหนาประมาณ 2 ซม. ขึ้นไป ชาวนาก็ทำรั่วซอยเกลือโดยให้ผลึกเกลือแตกออกจากกันจนทั่วนาแล้ว ก็ใช้ทับทาซึ่งมีลักษณะคล้ายจอบขนาดยักษ์นำมาชักผลึกเกลือให้เป็นแถวยาวไปตามคันนาส่วนใดส่วนหนึ่งแล้วก็ใช้ทับทาซุ่ม (ตะล่อมเกลือ) ให้เป็นกองๆ เกลือ 1 ไร่ เมื่อตะล่อมเป็นลูกเกลือแล้วมีจำนวนประมาณ 100 ลูกขึ้นไป อันนี้ก็ไม่แน่เสมอไป แล้วแต่เกลือจะตกผลึกหนาบางซึ่งจำนวนก็ย่อมแตกต่างกันเป็นธรรมดา
สถานที่ที่เหมาะสมแก่การทำนาเกลือ คือ พื้นที่ราบริมทะเล ที่น้ำทะเลสามารถขึ้นได้ในช่วงเดือนข้างขึ้นตลอดปี โดยเฉพาะจังหวัดที่มีริมทะเล เพราะดินเป็นดินเหนียว นาเกลือมี 2 ลักษณะตามสภาพพื้นที่ คือ ถ้าเป็นพื้นที่กว้างแนวตรงก็ทำ "นายืน" แต่ถ้าพื้นที่คดเคี้ยวไม่ตรงก็จะทำ "นาวน" สลับไปมา แต่นาเกลือทั้งสองประเภทจะต้องมีส่วนประกอบหลัก 5 ส่วน คือ
วังน้ำ เป็นแปลงที่เก็บกักน้ำทะเลที่ชักเข้ามา เรียกว่า "น้ำอ่อน" เก็บไว้ใช้ตลอดฤดูกาลทำนาเกลือ ซึ่งเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่หมดฤดูฝนราวปลายเดือนตุลาคม จากนั้นน้ำอ่อนจะไหลไปตามช่องหูนา (ช่องน้ำไหลระหว่างอัน) เข้าสู่ "นาตาก"
"นาตาก" หรือ "นาประเทียบ" เพื่อตากแดดให้น้ำระเหยออกไป ความเค็มจึงเข้มข้นขึ้น ทุกๆ วัน น้ำจะเดินทางไปเรื่อยๆ โดยมีกระแสลมช่วยให้น้ำไหลยัก (การยักน้ำ คือ ร่องที่ทำไว้ให้น้ำไหลไปตามทิศทางที่กำหนด) ลงนาตากอันต่อไป
"นารองเชื้อ" น้ำที่ไหลมาถึงนารองเชื้อจะเข้มข้นพอสมควร จากนั้นจะตากน้ำให้ได้ความเค็มที่ 15 ดีกรี ซึ่งปัจจุบันใช้เครื่องมือวัด แต่เดิมใช้การสังเกตว่ามีคราบน้ำมันสีสนิมหรือ "รกน้ำ" จับอยู่ที่ริมบ่อหรือไม่ จากนั้นจะระบายน้ำเข้าไปใน "นาเชื้อ"
"นาเชื้อ" เป็นนาสำหรับเพาะเชื้อเกลือ ซึ่งต้องรอให้เป็น "น้ำแก่" ดีกรีความเค็มสูงถึง 24 ดีกรี ระหว่างรอก็จะเตรียมปรับพื้นที่นาให้เรียบแน่นป้องกันไม่ให้ "นาย่น" คือ พื้นนาแยกเป็นรอยร้าว น้ำจืดแทรกขึ้นมาแทน เกิดอาการท้องคืน คือผิวดินด้านล่างบวมลอกเป็นแผ่น
"นาปลง" เป็นนาขั้นตอนสุดท้าย ตากน้ำเค็มไว้ประมาณ 10-15 วัน เมื่อเริ่มตกผลึกเป็นเกลือหนาประมาณ 1 นิ้ว ก็จะเริ่ม "รื้อเกลือ" โดยใช้ "คฑารื้อ" แซะให้เกลือแตกออกจากกันแล้วใช้ "คฑาแถว" ชักลากเกลือมากองรวมกันเป็นแถวๆ จากนั้นใช้ "คฑาสุ้ม" โกยเกลือมารวมเป็นกองๆ เหมือนเจดีย์ทราย เพื่อให้เกลือแห้งน้ำ จากนั้นจะหาบเกลือลงเรือบรรทุกล่องไปตาม "แพรก" หรือคลองซอยเล็กๆ แล้วหาบขึ้นไปเก็บไว้ในลานเกลือหรือฉางเกลือรอการจำหน่ายต่อไป
เกลือนับได้ว่าเป็นสารอาหารที่ให้ประโยชน์แก่ร่างกายจากธาตุไอโอดีนที่เป็นส่วนประกอบสำคัญ ผู้คนตั้งแต่ยุคโบราณรู้จักนำเกลือมาบริโภค ปรุงรสอาหารต่างๆ ถนอมอาหารและอีกสารพัดวิธีการที่เกลือเข้าไปเกี่ยวข้อง นับเป็นคุณูปการที่ทั้งสิ้นต่อมนุษยชาติ
ทั้งนี้ต้องมีการบริโภคเกลือในปริมาณที่พอเหมาะ มนุษย์จึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากเกลือได้อย่างเต็มที่ ในเมืองไทยมีการทำนาเกลือเป็นอาชีพดั้งเดิมมาจนปัจจุบันอย่างในแถบภาคกลางเช่น สมุทรสงคราม สมุทรสาคร หากผ่านไปมาก่อนถึงกรุงเทพฯ จะสังเกตเห็นว่าสองข้างทางในแถบจังหวัดเหล่านี้มีกองเกลือและนาเกลือสุดลูกหูลูกตา
ในพื้นที่จังหวัดภาคใต้นับตั้งแต่คอคอดกระมาจนถึงปลายแหลมมลายูจะไม่พบเห็นการทำนาเกลือนอกจากในจังหวัดปัตตานีเพียงแห่งเดียว กว่า 400 ปีที่นาเกลือในปัตตานีเป็นนาเกลือแห่งเดียวในภาคใต้และคาบสมุทรมลายู มีการทำนาเกลือมาตั้งแต่สมัยรายาฮีเยาเป็นเจ้าเมืองปัตตานี(พ.ศ.2127-2159) มีการขุดคลองจากเตอมางัน บ้านปรีกี อ.ยะรัง มายังบ้านกรือเซะ เป็นผลให้ปัตตานีได้รับน้ำจืดมาก นาข้าวได้ผลดีแต่ทำให้นาเกลือเสียหาย มีราษฎรร้องเรียน ในสมัยต่อมาคือ รายาบีรู (พ.ศ.2159-2167) ได้สั่งให้ปิดกั้นคลองดังกล่าวที่บ้านตาเนาะบาตู เพื่อควบคุมน้ำจืดเป็นผลให้นาเกลือได้กลับมารับผลดีเช่นเดิม การทำนาเกลือจึงรุ่งเรืองมาตั้งแต่นั้น นาเกลือปัตตานีจึงเป็นนาเกลือเพียงแห่งเดียวบนคาบสมุทรมลายู
ในเวลาร้อยกว่าปีที่ผ่านมา เกลือเป็นสินค้าที่สำคัญของปัตตานี ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคในด้านรสชาติที่กลมกล่อม ไม่มีรสชาติเค็มเพียงอย่างเดียว ซึ่งเป็นความต่างจากเกลือที่อื่น ผู้บริโภคนิยมใช้เกลือปัตตานีทำน้ำบูดู ปลาตากแห้ง ดองผักผลไม้ ดองสะตอ ฯลฯ โดยเฉพาะการดองสะตอ หากใช้เกลือปัตตานีจะทำให้สะตอกรอบ ไม่เปื่อยยุ่ย รสชาติหวามมัน อร่อย ดังคำกล่าวที่มีมาแค่โบราณว่า “ฆาแฆ ตานิง มานิส” หมายความว่า “เกลือปัตตานีหวาน”
การทำนาเกลือนับเป็นอาชีพหนึ่งที่เป็นมรดกอารยธรรมที่สำคัญควรแก่การสนับสนุนและอนุรักษ์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาเรียนรู้ อาทิ เทคโนโลยีการทำนาเกลือตั้งแต่สมัยใช้แรงคนวิดน้ำเข้านาโดยใช้กาบหลาวชะโอน ใช้กังหันลมวิดน้ำเข้านาโดยใช้สายพาน จนกระทั่งการใช้เครื่องยนต์แทนกังหันลม
ริมถนนสายนราธิวาส-ปัตตานี ในท้องที่ต.บานา อ.เมือง จ.ปัตตานี เป็นถิ่นที่มีการทำนาเกลือมากที่สุด ตั้งแต่ริมถนนจนเกือบติดทะเล มองไปสุดลูกหูลูกตาจะเป็นท้องนาเกลือทั่วบริเวณเดือนกุมภาพันธ์-กรกฏาคม เป็นช่วงที่มีการทำนาเกลือตลอด สามารถแวะซื้อจากเกษตรกรริมนาได้โดยตรง
อับดุลวาฮับ ฮับ เป็นหนึ่งในหลายสิบคนที่ยึดอาชีพทำนาเกลือในดินแดนแห่งนี้ เขาหันมาทำนาเกลือกว่า 5 ปี ในพื้นที่ทำมาหากินที่เขาบอกว่า ประทังชีวิตไปได้อย่างพอเพียง
“ที่ดินนาเกลือตรงนี้เรียกแต่ละแปลงว่า จ้อง แต่ละจ้องมีขนาดกว้างยาวไม่เท่ากัน ที่เห็นอยู่ประมาณเกือบร้อยจ้อง บางคนทำมาเป็นยี่สิบปี ผมเพิ่งมาทำอาชีพนี้ได้ 5 ปีกว่า มีท่านาอยู่นิดหน่อย การทำนาเกลือไม่ยาก อยู่ที่แสงงแดดและลมเป็นตัวกำหนด ส่วนดินที่เหมาะควรเป้นดินเหนียวเพราะอุ้มน้ำได้ดี”
ทุกเช้าจะมีการผันน้ำจากทะเลด้วยเครื่องยนต์เข้ามาทางรูเล็กๆ ตามคันนา นาผืนไหนที่ต้องการจะกักน้ำไว้ก็จะปล่อยให้น้ำเต็มนาแล้วค่อยปล่อยไปยังผืนต่อไป พอผันน้ำเข้านามาในแต่ละผืน ขังไว้ประมาณ 5 วัน เต็มพื้นที่ของนา น้ำทำเลจะถูกเผาจากแสงแดดจนแห้งกลายเป็นเกลือ ถ้ากักน้ำไว้ขนาดความสูง 1 นิ้วใช้เวลา 5 วัน ถ้ากักไว้ ½ นิ้ว ใช้เวลา 3 วันในการทำให้เป็นเม็ดเกลือ ช่วงนี้เป็นช่วงที่ต้องระวัง หากมีฝนตกเกลือก็จะละลายหายไปหมด ช่วงนี้อับดุลวาฮับต้องมาดูทุกเช้าว่าเม็ดเกลือจะลอยขึ้นบนผิวน้ำหรืแปล่า ต้องคอยเขี่ยให้ตกลงไปอยู่ในน้ำไม่ให้ลอย ในช่วงบ่ายก็จะมาดูใหม่ ดูอย่างนี้จนกว่าจะเป็นเม็ดเกลือ
สิ่งที่ทำให้นาเกลือไม่ได้ผลคือน้ำจืดและน้ำฝน หากช่วงไหนฝนตกก็จะทำให้ทำนาเกลือไม่ได้เกลือเป็นเม็ด ช่วงนี้อับดุลวาฮับบอกว่า ต้องไปทำอาชีพอื่น ซึ่งในช่วงเวลาว่างของแต่ละวันจากการทำนาเกลือ เขาก็ไปรับจ้างในโรงงานทำหมากย่านนี้เพื่อเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว
“จริงๆ นาเกลือทำคนเดียวก็ได้ เป็นงานที่ไม่หนักสำหรับผมเพราะผมเคยเป็นลูกจ้างแบกเกลือมาก่อน วันหยุดมีลูกชายมาช่วยบ้าง วันธรรมดาก็ทำคนเดียวทุกวัน”
เมื่อเกลือเริ่มเป็นเม็ดตามเวลา อับดุลวาฮับและเพื่อนๆ ก็จะกวาดเกลือในแต่ละผืนนามากองเป็นกองย่อมๆ แล้วตักใส่กระบุงหวายหาบไปกองไว้เป็นกองๆ บนดินแห้งอีกที ลูกค้าจะมาซื้อเกลือที่ริมนาริมถนนเป็นกันตัง (4 กระป๋องลิตรเท่ากับ 1 กันตัง) ขายกันกันตังละ 9 บาท
เกลือกองโตๆ อย่างนี้กองไว้ไม่ต้องมีคนเฝ้ารับรองไม่มีหาย ใครจะซื้อก็แวะมาซื้อกันได้ที่ริมถนนข้างนาเกลือ เมื่อไปถึงที่ต้องชิมดูรสชาติ เหมือนคำที่เขาบอกจริงๆ ว่า เกลือปัตตานีหวานเค็ม ไม่เค็มจัดเหมือนเกลือที่อื่น กลมกล่อมจนต้องชิมซ้ำ กองไว้เท่าไหร่ก็ขายได้หมด สิ่งที่อับดุลวาฮับบอกว่า ต้องการทำอาชีพนี้เพราะเป็นอาชีพที่มีคนทำน้อย ต้องการสืบสานภูมิปัญญาของบรรพบุรุษ แต่ไม่รู้ว่าในอนาคตนาเกลือของปัตตานี จะมีคนสืบสานเจตนารมณ์มากน้อยแค่ไหน หากภูมิปัญญาเช่นนี้สูญหายไปนับว่าเป็นสิ่งที่น่าเสียดายอย่างยิ่ง
ภาพหาบกระบุงเกลือหาดูได้ไม่ง่ายนักในวิถีปัจจุบัน การจะรักษาวิถีชีวิตเหล่านี้ไว้ต้องอยู่ที่จิตสำนึกของคนรุ่นหลัง เป็นการให้ความสำคัญต่อวิถีชีวิตและความเป็นไปที่ส่งผลโดยตรงต่อสังคมที่ควรพึงมีต่อความพอเพียงและการดำรงอยู่ของชีวิต

........สงสัยอยู่ว่าเป็นเสียงอะไรแต่ก็ไม่ได้ถามใครเพราะต้องรีบกุลีกุจอ ล้างหน้าแปรงฟัน น้ำก็ยังไม่ได้อาบรีบแต่งตัว ไปกับคณะสามล้อที่รอกันอยู่หน้าบ้าน สามล้อพ่วงข้างมีเก้าอี้หวายต่อเป็นระเบียงมาทางล้อพ่วงด่านซ้าย มีพื้นที่ขนาดผู้ใหญ่นั่งได้สองคน มีเบาะนุ่นปูเป็นพื้นนั่งสำหรับกันเจ็บก้น ด้านหลังคนปั่นมีที่นั่งเสริมอีกหนึ่งที่สำหรับเด็กพอนั่งได้ ส่วนที่ใช้บรรทุกของจะใช้ด้านหลังเบาะที่ลดระดับต่ำลงมาอีกหน่อยเกือบถึงดิน สามล้อบางคันจะมีร่มกระดาษสำหรับให้ผู้โดยสารกางหลบแดดเหน็บไว้ด้านหลังเบาะ ตรงไฟหน้าของจักรยานที่นำมาประกอบเป็นสามล้อจะมีรูปหล่อโลหะเป็นรูปคนกำลังวิ่งทะยานไปข้างหน้าเป็นตราสัญลักษณ์ของยี่ห้อจักรยาน ผมขอปั่นบ้างเพราะที่ปัตตานีก็มีสามล้อแบบนี้เหมือนกันแต่ไม่เคยได้ปั่น คิดว่าคงจะไม่ยากเพราะมีตั้งสามล้อ สองล้อคงจะปั่นยากกว่าแต่พอเอาเข้าจริง มันดันเลี้ยวซ้ายตลอดแถมมีทีท่าจะคว่ำเอาเสียง่าย ๆ น้าลุ่นบอกว่าถ้าปั่นไม่เป็นมันจะครอบเอาคนปั่นไปไว้ใต้รถ ไม่อยากอยู่ใต้รถเลยนั่งสบายๆดีกว่า มาถึงสมิหลาตรงนางเงือกอาทิตย์เริ่มทอแสงทะเลเงียบสงบ น้ำทะเลมองเห็นรางๆเหมือนแผ่นกระจก มองไปที่ทะเลตรงเส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกพระอาทิตย์ดวงโตกำลังแลบแสงขึ้นมาจากทะเล ช่างสวยงามเหลือเกิน เหมือนหัวแหวน สีแสดเปล่งแสงวาว นับหนึ่งยังไม่ถึงสามร้อยพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาทั้งดวง ไม่กล้าเพ่งมองอีกแล้วเพราะไม่สามารถทานแสงมันได้ วิ่งเล่นอยู่ชายหาดพักนึงก็ต้องรีบขึ้นมาเพราะถึงคิววัวชนมาออกกำลังกาย ไม่กล้าเดินสวนกับมันเพราะท่าทางมันดูคึกคะนอง เคยมีคนเลี้ยงที่ไม่ระวังตัวโดนวัวที่ตัวเองเลี้ยงขวิดจนไส้ไหลมาแล้ว พออาทิตย์ขึ้นสูงก็กลับถึงบ้านคุณย่าแต่ก็ยังสงสัยเรื่องเมื่อคืนอยู่ ถามย่าว่าเสียงอะไรดังเมื่อตอนใกล้รุ่ง ย่าบอกว่าเสียงบริษัทเจ๊กเก็บขี้มาถ่ายเอาอุจาระไปแล้วเปลี่ยนถังส้วมซึ่งเป็นถังไม้ให้ใหม่ ผมคิดถึงบ้านเราเวลาถ่ายที่ชายป่าแล้วต้องเอาจอบไปกลบเอง กับที่ในเมืองนี้ถ่ายแล้วไม่ต้องกลบ ผมเคยร้องเพลงที่คุณพ่อสอนพอจำได้ว่า ขี้แล้วโดดคือกบ ขี้แล้วกลบคือแมว ขี้แล้วแจวคือหมา หรือชาวสงขลาจะขี้แล้วแจว แต่พ่อก็เป็นชาวสงขลาคงจะไม่ร้องเพลงด่าบ้านตัวเอง
ย่ากลับมาส่งผมที่ปัตตานีเพราะโรงเรียนใกล้จะเปิดแล้ว ผมเรียนที่โรงเรียนเอกชนภายในตัวอำเภอ เมื่อก่อนเรียกว่าโรงเรียนราษฎร์ ส่วนเด็กลูกชาวบ้านโดยทั่วไปจะเข้าเรียนโรงเรียนหลวงซึ่งเรียกว่าโรงเรียนประชาบาล หรือโรงเรียนวัด โรงเรียนที่ผมเรียนมีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมเจ็ด ผมไปเข้าเรียนเมื่ออายุเจ็ดขวบ ไม่ต้องเรียนชั้นอนุบาล เข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งเลยเรียนอยู่สองปีได้เลื่อนชั้นไปอยู่ประถมปีที่สี่ สองปีผมเรียนสี่ชั้น เพราะว่าคุณพ่อสอนอ่าน เขียน คัด และคิดเลขให้ผมตั้งแต่ยังไม่เข้าเรียนเข้าไปเรียนได้สองปีผมมีความรู้เทียบเท่าชั้นประถมสี่แล้วครูบอกให้พาสชั้นได้เลย ตอนเด็กๆไม่เข้าใจว่าพาสชั้นคืออะไร รู้แต่ว่าผมมีเพื่อนซึ่งสามารถเรียกอ้ายโน่น อ้ายนี่ได้ตั้งแต่ประถมหนึ่งถึงสี่ วิ่งเข้าวิ่งออกไปเล่นกับเพื่อนได้ทั้งสี่ชั้น วันที่ผมซึ้งใจที่สุดคือวันที่เพื่อนๆซึ่งเรียนอยู่โรงเรียนวัดหนีเรียนเดินลัดทุ่งข้ามคลองมาเยี่ยมผมถึงโรงเรียน ระยะทางที่เดินมาหลายกิโล สาเหตุเพราะกลับมาจากสงขลาแล้วผมไม่มีโอกาสได้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆหลายวันแล้ว เพื่อนๆมายืนเกาะรั้วโรงเรียนหน้าสลอน มีนักเรียนที่วิ่งเล่นอยู่ในสนามหน้าโรงเรียนมาบอกว่ามีเพื่อมารออยู่หน้าโรงเรียน ผมรู้สึกเป็นงงว่าเพื่อนที่ไหนกันถึงได้มาเยี่ยม เมื่อออกไปดูรู้สึกสงสารเพื่อนที่บ้างก็เปียกน้ำมอมแมมเสื้อไม่ใส่ยืนเกาะรั้วโรงเรียนรอพบผมอยู่ ด้วยเพราะความคิดถึงจึงมาเยี่ยม เราทักทายคุยกันอยู่หลายคำต่างคนต่างแย่งกันพูดพอจับใจความได้ว่านัดหมายกันวันเสาร์ให้ผมเอาฟุตบอลหนังที่ซื้อมาใหม่จากสงขลาไปเตะกันที่วัด ผมตกลงและล้วงกระเป๋ากำลูกอมที่ซื้อไว้ตั้งแต่พักกลางวันยื่นให้เพื่อน คนโตรับเอาไปและลาจากกันบอกว่าต้องเดินกลับอีกไกลกลัวจะมืดคำ และถ้าฝนตกที่สันกาลาคีรีน้ำในคลองจะต้องสูงขึ้นกลัวว่าจะข้ามไม่ได้ ผมได้แต่ยืนมองตามหลังจนเพื่อนลับหายจากไป กลับมานั่งเรียนวิชาอ่านไทย ออกเสียงตามเพื่อนไปตลอดไม่มีกระจิตกระใจมองที่ตัวหนังสือเลย ก่อนเลิกเรียนท่องอาขยาน “เจ้านกน้อยน่ารักร้องทักว่าไปไหนมาหนูเล็กเด็กทั้งหลาย” จนถึงท่องสูตรคูณเสร็จ สวดมนตร์ไหว้พระเสร็จแล้วไปเข้าแถวยืนรอรถโรงเรียนส่งกลับบ้าน รถโรงเรียนยี่ห้อโตโยเปต เป็นรถกระบะไม้ ที่นั่งไม้สองข้างนั่งหันหน้าเข้าหากัน มีที่นั่งเสริมแถวกลางอีกหนึ่งแถวสำหรับเด็กตัวเล็กๆ มีบันไดขึ้นจากทางด้านหลัง และจะมีครูคอยคุมอยู่ที่นั่งท้ายสุดเพราะกลัวพวกเด็กซนจะหลุดออกมานอกรถ รถวิ่งช้าๆเพราะสภาพเก่ามากแล้ว ถ้าคนขับเหยียบคันเร่งมากควันจะออกมาดำและเครื่องจะสำลักน้ำมัน เด็กๆจะคอยส่งเสียงเชียร์เวลารถขึ้นเนินเพราะเหมือนคนแก่เดินต้องเอาใจช่วย รถมาส่งตามจุดรับส่งนักเรียน จุดที่ผมลงรถคือที่วัดเพราะครูมาส่งแล้วไม่ต้องคอยให้พ่อแม่เด็กมารับ ลงรถโรงเรียนแล้วถอดเสื้อเก็บกระเป๋าไว้ที่โคนต้นจำปาอาศัยเล่นในวัดก่อนที่คุณพ่อกลับจากงานจะมารับ อันดับแรกต้องไปที่กุฎิหลวงตาก่อน ไปดูว่ามีผลไม้ ขนมอะไรบ้างที่เหลือและหลวงตาเก็บไว้ให้ทาน กินพอมีแรงเล่นก็หาเรื่องเล่นสารพัด บางทีหลวงตาเฆี่ยนเอาก็มีเพราะไปฉีกจีวรพระฟั่นเชือกลูกข่างบ้าง ทำหางว่าวบ้าง สามเณรไล่เตะเอาก็มีเพราะชอบไปแหย่ และล้อเล่น มีสามเณรรูปหนึ่งชื่อสามเณรยวนเป็นเด็กจากบ้านป่ามาบวช พวกเราแต่งกลอนแล้วไปตะโกนล้อเรียกชื่อ “เณรญวนกวนขี้” “เณรยวนกวนขี้” สาเหตุเพราะเอาทุเรียนวัดไปกวน กวนทุเรียนแล้วไม่ยอมแบ่งให้พวกเด็กๆกิน สามเณรไล่เตะพวกเด็กไม่กลัวเพราะเณรวิ่งช้ากลัวสบงหลุด ถ้าวิ่งไล่ใกล้ๆจะทันพวกเราก็วิ่งออกนอกวัด เณรไม่กล้าไล่ตามเพราะยังไม่ได้ห่มจีวรออกนอกวัดไม่ได้ เณรจะด่าก็ไม่ได้เพราะเด็กๆตะโกนว่า “เณรบาปหนาถ้าด่าเด็ก” “เณรบาปหนาถ้าด่าเด็ก” หลวงตาบอกว่าพวกเราซนมากๆ มันเข้าวัดเมื่อไหร่หมาเห่ากันทั้งวัด แต่หลวงตาก็รักเอ็นดูพวกเราทุกคน ถ้าใครหายไปหลายวันหลวงตาจะถามหาอยู่ตลอดไม่สบายเป็นไข้หลวงตาทราบก็จะไปเยี่ยมถึงบ้าน เราทุกคนรักหลวงตา หลวงตาสั่งสอนอะไรเราจะฟังอย่างตั้งใจ ใช้งานอะไรเหนื่อยแสนเหนื่อยก็จะช่วยทำให้หลวงตา
ถึงเดือนหกเดือนเจ็ดพ่อแม่ผู้ปกครองนำลูกหลานมาฝากหลวงตาเพื่ออยู่เป็นโยมหน้าบวช เตรียมตัวบวช เพื่อจะได้อยู่เข้าพรรษาเมื่อเดือนแปด ในวัดก็คึกคักมีชีวิตชีวา สมาชิกใหม่เข้ามาร่วมชายคาวัดกันมากขึ้นหลวงตาก็ดูสดชื่นขึ้น เดิมวัดมีพระอยู่ไม่กี่รูป กุฎิที่เคยร้างกลับดูสะอาดขึ้นจากสมาชิกใหม่เข้ามาทำความสะอาดตกแต่งเพื่อจะใช้เป็นที่พำนักในช่วงจำพรรษา คนที่กำหนดวันบวชได้แล้วก็จัดงานเชิญญาติมิตรแขกเหรื่อ มีมหรสพมาแสดงให้ดู ทั้งหนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก ตามแต่ฐานะของเจ้าภาพ พวกเราเด็กๆตื่นเต้นกันใหญ่ ถ้าตรงกับวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไม่ต้องไปโรงเรียนเราจะดูหนังตะลุงจนรุ่งเช้า อาศัยกินนอนอยู่ในวัด การเตรียมตัวของพวกเด็กเมื่อมีงานบวชและมีการรับมหรสพมาแสดง เด็กๆต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างน้อยห้าวันในการที่จะหาเรื่องเล่นกันเบื่อ อันดับแรกคือการแบ่งพวกเล่นก่อนที่มหรสพจะแสดง เพราะหนังตะลุงจะเล่นตอนดึก พวกเด็กๆจะต้องแบ่งกลุ่มเล่นเอาไว้ล่วงหน้า กำหนดวิธีเล่นเอาไว้ล่วงหน้าจะได้ไม่เสียเวลา และจะไม่ง่วงนอนซะก่อนได้ดูหนังตะลุง วิธีเล่นส่วนมากจะเป็นการวิ่งออกกำลังเพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัว ตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ง่วง การวิ่งไล่จับใส่วง เป็นวิธีเล่นที่พวกเด็กชอบกันมากๆ จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มจับมาใส่เอาไว้ในวง กับกลุ่มหนี ข้อตกลงจะกำหนดพื้นที่ขอบเขตของการเล่นจะต้องไม่หนีออกนอกพื้นที่ตามที่กติกากำหนด ทุกคนเคารพกติกาถึงแม้นไม่มีใครเห็นแต่ทุกคนจะไม่ออกไปนอกเขต หรืออาจจะกลัวผีหลอกก็เป็นได้ เพราะมีกฎลงโทษอยู่ว่าถ้าใครออกนอกเขตให้ผีไล่ตาม ทุกคนกลัวจึงไม่มีใครกล้าผืน การแบ่งกลุ่มเอาไว้ล่วงหน้านี่ก็เป็นข้อสำคัญเพราะก่อนถึงวันงานก็จะมีการคุยเกทับกันถึงการได้อยู่กลุ่มใคร ใครเป็นหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้ากลุ่มจะพาลูกทีมรอดไม่รอดจะเป็นที่โจษขานกันในหมู่เด็ก พวกที่เหลือยังไม่ได้เข้ากลุ่มมี
........สงสัยอยู่ว่าเป็นเสียงอะไรแต่ก็ไม่ได้ถามใครเพราะต้องรีบกุลีกุจอ ล้างหน้าแปรงฟัน น้ำก็ยังไม่ได้อาบรีบแต่งตัว ไปกับคณะสามล้อที่รอกันอยู่หน้าบ้าน สามล้อพ่วงข้างมีเก้าอี้หวายต่อเป็นระเบียงมาทางล้อพ่วงด่านซ้าย มีพื้นที่ขนาดผู้ใหญ่นั่งได้สองคน มีเบาะนุ่นปูเป็นพื้นนั่งสำหรับกันเจ็บก้น ด้านหลังคนปั่นมีที่นั่งเสริมอีกหนึ่งที่สำหรับเด็กพอนั่งได้ ส่วนที่ใช้บรรทุกของจะใช้ด้านหลังเบาะที่ลดระดับต่ำลงมาอีกหน่อยเกือบถึงดิน สามล้อบางคันจะมีร่มกระดาษสำหรับให้ผู้โดยสารกางหลบแดดเหน็บไว้ด้านหลังเบาะ ตรงไฟหน้าของจักรยานที่นำมาประกอบเป็นสามล้อจะมีรูปหล่อโลหะเป็นรูปคนกำลังวิ่งทะยานไปข้างหน้าเป็นตราสัญลักษณ์ของยี่ห้อจักรยาน ผมขอปั่นบ้างเพราะที่ปัตตานีก็มีสามล้อแบบนี้เหมือนกันแต่ไม่เคยได้ปั่น คิดว่าคงจะไม่ยากเพราะมีตั้งสามล้อ สองล้อคงจะปั่นยากกว่าแต่พอเอาเข้าจริง มันดันเลี้ยวซ้ายตลอดแถมมีทีท่าจะคว่ำเอาเสียง่าย ๆ น้าลุ่นบอกว่าถ้าปั่นไม่เป็นมันจะครอบเอาคนปั่นไปไว้ใต้รถ ไม่อยากอยู่ใต้รถเลยนั่งสบายๆดีกว่า มาถึงสมิหลาตรงนางเงือกอาทิตย์เริ่มทอแสงทะเลเงียบสงบ น้ำทะเลมองเห็นรางๆเหมือนแผ่นกระจก มองไปที่ทะเลตรงเส้นขอบฟ้าทางทิศตะวันออกพระอาทิตย์ดวงโตกำลังแลบแสงขึ้นมาจากทะเล ช่างสวยงามเหลือเกิน เหมือนหัวแหวน สีแสดเปล่งแสงวาว นับหนึ่งยังไม่ถึงสามร้อยพระอาทิตย์โผล่ขึ้นมาทั้งดวง ไม่กล้าเพ่งมองอีกแล้วเพราะไม่สามารถทานแสงมันได้ วิ่งเล่นอยู่ชายหาดพักนึงก็ต้องรีบขึ้นมาเพราะถึงคิววัวชนมาออกกำลังกาย ไม่กล้าเดินสวนกับมันเพราะท่าทางมันดูคึกคะนอง เคยมีคนเลี้ยงที่ไม่ระวังตัวโดนวัวที่ตัวเองเลี้ยงขวิดจนไส้ไหลมาแล้ว พออาทิตย์ขึ้นสูงก็กลับถึงบ้านคุณย่าแต่ก็ยังสงสัยเรื่องเมื่อคืนอยู่ ถามย่าว่าเสียงอะไรดังเมื่อตอนใกล้รุ่ง ย่าบอกว่าเสียงบริษัทเจ๊กเก็บขี้มาถ่ายเอาอุจาระไปแล้วเปลี่ยนถังส้วมซึ่งเป็นถังไม้ให้ใหม่ ผมคิดถึงบ้านเราเวลาถ่ายที่ชายป่าแล้วต้องเอาจอบไปกลบเอง กับที่ในเมืองนี้ถ่ายแล้วไม่ต้องกลบ ผมเคยร้องเพลงที่คุณพ่อสอนพอจำได้ว่า ขี้แล้วโดดคือกบ ขี้แล้วกลบคือแมว ขี้แล้วแจวคือหมา หรือชาวสงขลาจะขี้แล้วแจว แต่พ่อก็เป็นชาวสงขลาคงจะไม่ร้องเพลงด่าบ้านตัวเอง
ย่ากลับมาส่งผมที่ปัตตานีเพราะโรงเรียนใกล้จะเปิดแล้ว ผมเรียนที่โรงเรียนเอกชนภายในตัวอำเภอ เมื่อก่อนเรียกว่าโรงเรียนราษฎร์ ส่วนเด็กลูกชาวบ้านโดยทั่วไปจะเข้าเรียนโรงเรียนหลวงซึ่งเรียกว่าโรงเรียนประชาบาล หรือโรงเรียนวัด โรงเรียนที่ผมเรียนมีตั้งแต่ชั้นอนุบาลถึงชั้นประถมเจ็ด ผมไปเข้าเรียนเมื่ออายุเจ็ดขวบ ไม่ต้องเรียนชั้นอนุบาล เข้าเรียนชั้นประถมหนึ่งเลยเรียนอยู่สองปีได้เลื่อนชั้นไปอยู่ประถมปีที่สี่ สองปีผมเรียนสี่ชั้น เพราะว่าคุณพ่อสอนอ่าน เขียน คัด และคิดเลขให้ผมตั้งแต่ยังไม่เข้าเรียนเข้าไปเรียนได้สองปีผมมีความรู้เทียบเท่าชั้นประถมสี่แล้วครูบอกให้พาสชั้นได้เลย ตอนเด็กๆไม่เข้าใจว่าพาสชั้นคืออะไร รู้แต่ว่าผมมีเพื่อนซึ่งสามารถเรียกอ้ายโน่น อ้ายนี่ได้ตั้งแต่ประถมหนึ่งถึงสี่ วิ่งเข้าวิ่งออกไปเล่นกับเพื่อนได้ทั้งสี่ชั้น วันที่ผมซึ้งใจที่สุดคือวันที่เพื่อนๆซึ่งเรียนอยู่โรงเรียนวัดหนีเรียนเดินลัดทุ่งข้ามคลองมาเยี่ยมผมถึงโรงเรียน ระยะทางที่เดินมาหลายกิโล สาเหตุเพราะกลับมาจากสงขลาแล้วผมไม่มีโอกาสได้ออกไปเล่นกับเพื่อนๆหลายวันแล้ว เพื่อนๆมายืนเกาะรั้วโรงเรียนหน้าสลอน มีนักเรียนที่วิ่งเล่นอยู่ในสนามหน้าโรงเรียนมาบอกว่ามีเพื่อมารออยู่หน้าโรงเรียน ผมรู้สึกเป็นงงว่าเพื่อนที่ไหนกันถึงได้มาเยี่ยม เมื่อออกไปดูรู้สึกสงสารเพื่อนที่บ้างก็เปียกน้ำมอมแมมเสื้อไม่ใส่ยืนเกาะรั้วโรงเรียนรอพบผมอยู่ ด้วยเพราะความคิดถึงจึงมาเยี่ยม เราทักทายคุยกันอยู่หลายคำต่างคนต่างแย่งกันพูดพอจับใจความได้ว่านัดหมายกันวันเสาร์ให้ผมเอาฟุตบอลหนังที่ซื้อมาใหม่จากสงขลาไปเตะกันที่วัด ผมตกลงและล้วงกระเป๋ากำลูกอมที่ซื้อไว้ตั้งแต่พักกลางวันยื่นให้เพื่อน คนโตรับเอาไปและลาจากกันบอกว่าต้องเดินกลับอีกไกลกลัวจะมืดคำ และถ้าฝนตกที่สันกาลาคีรีน้ำในคลองจะต้องสูงขึ้นกลัวว่าจะข้ามไม่ได้ ผมได้แต่ยืนมองตามหลังจนเพื่อนลับหายจากไป กลับมานั่งเรียนวิชาอ่านไทย ออกเสียงตามเพื่อนไปตลอดไม่มีกระจิตกระใจมองที่ตัวหนังสือเลย ก่อนเลิกเรียนท่องอาขยาน “เจ้านกน้อยน่ารักร้องทักว่าไปไหนมาหนูเล็กเด็กทั้งหลาย” จนถึงท่องสูตรคูณเสร็จ สวดมนตร์ไหว้พระเสร็จแล้วไปเข้าแถวยืนรอรถโรงเรียนส่งกลับบ้าน รถโรงเรียนยี่ห้อโตโยเปต เป็นรถกระบะไม้ ที่นั่งไม้สองข้างนั่งหันหน้าเข้าหากัน มีที่นั่งเสริมแถวกลางอีกหนึ่งแถวสำหรับเด็กตัวเล็กๆ มีบันไดขึ้นจากทางด้านหลัง และจะมีครูคอยคุมอยู่ที่นั่งท้ายสุดเพราะกลัวพวกเด็กซนจะหลุดออกมานอกรถ รถวิ่งช้าๆเพราะสภาพเก่ามากแล้ว ถ้าคนขับเหยียบคันเร่งมากควันจะออกมาดำและเครื่องจะสำลักน้ำมัน เด็กๆจะคอยส่งเสียงเชียร์เวลารถขึ้นเนินเพราะเหมือนคนแก่เดินต้องเอาใจช่วย รถมาส่งตามจุดรับส่งนักเรียน จุดที่ผมลงรถคือที่วัดเพราะครูมาส่งแล้วไม่ต้องคอยให้พ่อแม่เด็กมารับ ลงรถโรงเรียนแล้วถอดเสื้อเก็บกระเป๋าไว้ที่โคนต้นจำปาอาศัยเล่นในวัดก่อนที่คุณพ่อกลับจากงานจะมารับ อันดับแรกต้องไปที่กุฎิหลวงตาก่อน ไปดูว่ามีผลไม้ ขนมอะไรบ้างที่เหลือและหลวงตาเก็บไว้ให้ทาน กินพอมีแรงเล่นก็หาเรื่องเล่นสารพัด บางทีหลวงตาเฆี่ยนเอาก็มีเพราะไปฉีกจีวรพระฟั่นเชือกลูกข่างบ้าง ทำหางว่าวบ้าง สามเณรไล่เตะเอาก็มีเพราะชอบไปแหย่ และล้อเล่น มีสามเณรรูปหนึ่งชื่อสามเณรยวนเป็นเด็กจากบ้านป่ามาบวช พวกเราแต่งกลอนแล้วไปตะโกนล้อเรียกชื่อ “เณรญวนกวนขี้” “เณรยวนกวนขี้” สาเหตุเพราะเอาทุเรียนวัดไปกวน กวนทุเรียนแล้วไม่ยอมแบ่งให้พวกเด็กๆกิน สามเณรไล่เตะพวกเด็กไม่กลัวเพราะเณรวิ่งช้ากลัวสบงหลุด ถ้าวิ่งไล่ใกล้ๆจะทันพวกเราก็วิ่งออกนอกวัด เณรไม่กล้าไล่ตามเพราะยังไม่ได้ห่มจีวรออกนอกวัดไม่ได้ เณรจะด่าก็ไม่ได้เพราะเด็กๆตะโกนว่า “เณรบาปหนาถ้าด่าเด็ก” “เณรบาปหนาถ้าด่าเด็ก” หลวงตาบอกว่าพวกเราซนมากๆ มันเข้าวัดเมื่อไหร่หมาเห่ากันทั้งวัด แต่หลวงตาก็รักเอ็นดูพวกเราทุกคน ถ้าใครหายไปหลายวันหลวงตาจะถามหาอยู่ตลอดไม่สบายเป็นไข้หลวงตาทราบก็จะไปเยี่ยมถึงบ้าน เราทุกคนรักหลวงตา หลวงตาสั่งสอนอะไรเราจะฟังอย่างตั้งใจ ใช้งานอะไรเหนื่อยแสนเหนื่อยก็จะช่วยทำให้หลวงตา
ถึงเดือนหกเดือนเจ็ดพ่อแม่ผู้ปกครองนำลูกหลานมาฝากหลวงตาเพื่ออยู่เป็นโยมหน้าบวช เตรียมตัวบวช เพื่อจะได้อยู่เข้าพรรษาเมื่อเดือนแปด ในวัดก็คึกคักมีชีวิตชีวา สมาชิกใหม่เข้ามาร่วมชายคาวัดกันมากขึ้นหลวงตาก็ดูสดชื่นขึ้น เดิมวัดมีพระอยู่ไม่กี่รูป กุฎิที่เคยร้างกลับดูสะอาดขึ้นจากสมาชิกใหม่เข้ามาทำความสะอาดตกแต่งเพื่อจะใช้เป็นที่พำนักในช่วงจำพรรษา คนที่กำหนดวันบวชได้แล้วก็จัดงานเชิญญาติมิตรแขกเหรื่อ มีมหรสพมาแสดงให้ดู ทั้งหนังตะลุง มโนราห์ เพลงบอก ตามแต่ฐานะของเจ้าภาพ พวกเราเด็กๆตื่นเต้นกันใหญ่ ถ้าตรงกับวันหยุดเสาร์อาทิตย์ไม่ต้องไปโรงเรียนเราจะดูหนังตะลุงจนรุ่งเช้า อาศัยกินนอนอยู่ในวัด การเตรียมตัวของพวกเด็กเมื่อมีงานบวชและมีการรับมหรสพมาแสดง เด็กๆต้องวางแผนไว้ล่วงหน้าอย่างน้อยห้าวันในการที่จะหาเรื่องเล่นกันเบื่อ อันดับแรกคือการแบ่งพวกเล่นก่อนที่มหรสพจะแสดง เพราะหนังตะลุงจะเล่นตอนดึก พวกเด็กๆจะต้องแบ่งกลุ่มเล่นเอาไว้ล่วงหน้า กำหนดวิธีเล่นเอาไว้ล่วงหน้าจะได้ไม่เสียเวลา และจะไม่ง่วงนอนซะก่อนได้ดูหนังตะลุง วิธีเล่นส่วนมากจะเป็นการวิ่งออกกำลังเพราะจะทำให้ร่างกายตื่นตัว ตื่นเต้นอยู่ตลอดเวลา ไม่ง่วง การวิ่งไล่จับใส่วง เป็นวิธีเล่นที่พวกเด็กชอบกันมากๆ จะแบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มจับมาใส่เอาไว้ในวง กับกลุ่มหนี ข้อตกลงจะกำหนดพื้นที่ขอบเขตของการเล่นจะต้องไม่หนีออกนอกพื้นที่ตามที่กติกากำหนด ทุกคนเคารพกติกาถึงแม้นไม่มีใครเห็นแต่ทุกคนจะไม่ออกไปนอกเขต หรืออาจจะกลัวผีหลอกก็เป็นได้ เพราะมีกฎลงโทษอยู่ว่าถ้าใครออกนอกเขตให้ผีไล่ตาม ทุกคนกลัวจึงไม่มีใครกล้าผืน การแบ่งกลุ่มเอาไว้ล่วงหน้านี่ก็เป็นข้อสำคัญเพราะก่อนถึงวันงานก็จะมีการคุยเกทับกันถึงการได้อยู่กลุ่มใคร ใครเป็นหัวหน้ากลุ่ม หัวหน้ากลุ่มจะพาลูกทีมรอดไม่รอดจะเป็นที่โจษขานกันในหมู่เด็ก พวกที่เหลือยังไม่ได้เข้ากลุ่มมี